คติความเชื่อเกี่ยวกับพระเมรุมาศ


พระเมรุมาศในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระเมรุมาศก็ยังยึดถือตามคติความเชื่อ และโบราณราชประเพณี อีกทั้งยังคงแก่นความสำคัญในการสะท้อนความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยที่มีต่อพระองค์ท่าน ผ่านส่วนประกอบต่างๆ ที่ทำให้พระเมรุมาศสมพระเกียรติที่สุด

วันนี้มีเกร็ดความรู้ที่เกี่ยวกับ คติความเชื่อในการสร้างพระเมรุมาศ มาฝากเพื่อให้ผู้อ่านได้มีความรู้ความเข้าใจและชื่นชมความงดงามของสถาปัตยกรรมเมรุมาศอย่างมีมิติมากยิ่งขึ้น

ในการสร้างพระเมรุมาศตามแบบโบราณราชประเพณีของไทยนั้นได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ที่เปรียบพระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทพสถิตบนเขาพระสุเมรุ เมื่อสวรรคตจึงต้องมีการตั้งพระบรมศพบนพระเมรุมาศเพื่อเป็นการส่งพระวิญญาณกลับสู่เขาพระสุเมรุดังเดิม ดังนั้นพระเมรุมาศจะต้องมีลักษณะคล้ายเขาพระสุเมรุที่รายล้อมด้วยสัตว์หิมพานต์ อีกทั้งยังต้องแสดงถึงลักษณะเฉพาะประจำพระองค์ของพระมหากษัตริย์ที่สวรรคต

นอกจากนี้ในสมัยก่อนการสร้างพระเมรุมาศนอกจากจะเป็นการถวายพระเกียรติแก่กษัตริย์ที่สวรรคตแล้ว ยังเป็นการแสดงถึงพระบรมเดชานุภาพและความมั่งคั่งของกษัตริย์องค์ปัจจุบันอีกด้วย

การสร้างพระเมรุมาศตามแบบโบราณราชประเพณีนั้นต้องอาศัยการออกแบบจากนายช่างผู้เชี่ยวชาญเรื่องศิลปกรรมชั้นเอกของชาติ ซึ่งต้องเป็นผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับคติความเชื่อ อีกทั้งต้องมีฝีมือชั้นยอดในการออกแบบรูปลักษณ์สถาปัตยกรรมและลวดลายประดับตกแต่งที่วิจิตรงดงามสมพระเกียรติของพระมหากษัตริย์

สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประกอบด้วยอาคารทรงบุษบก จำนวน 9 องค์ ตั้งอยู่บนฐานชาลารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 3 ชั้น มีบันไดทางขึ้น ทั้ง 4 ทิศ ทิศตะวันตกหันหน้าเข้าพระที่นั่งทรงธรรม ทิศตะวันออกติดตั้งลิฟต์ และทิศเหนือติดตั้งสะพานเกรินสำหรับเชิญพระบรมโกศจากราชรถปืนใหญ่ขึ้นบนพระเมรุมาศ โดยโครงสร้างพระเมรุมาศ ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

ลานอุตราวรรต หรือ พื้นรอบฐานพระเมรุมาศ มีสระอโนดาดทั้งสี่ทิศและเขามอจำลอง ภายในสระประดับด้วยประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ ได้แก่ ช้าง โค สิงห์  ม้า และสัตว์หิมพานต์ตระกูลต่างๆ

ฐานชาลาชั้นที่ 1 เป็นชั้นล่างสุด มีฐานสิงห์เป็นรั้วราชวัตร ฉัตร แสดงอาณาเขตพระเมรุมาศ และมีเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรก ส่วนที่มุมทั้งสี่ของฐานมีประติมากรรมท้าวจตุโลกบาลประทับยืนหันหน้าเข้าสู่บุษบกองค์ประธาน

ฐานชาลาชั้นที่ 2 มีหอเปลื้องทรงบุษบกรูปแบบเดียวกันตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่ ใช้สำหรับจัดเก็บพระโกศทองใหญ่และพระโกศไม้จันทน์ รวมถึงอุปกรณ์สำหรับงานพระราชพิธี

ฐานชาลาชั้นที่ 3 ฐานบุษบกประธานประดับประติมากรรมเทพชุมนุม จำนวน 132 องค์โดยรอบ รองรับด้วยฐานสิงห์ซึ่งประดับประติมากรรมครุฑยุดนาคโดยรอบอีกชั้นหนึ่ง มุมทั้งสี่ของฐานชั้นที่ 3 นี้ เป็นที่ตั้งของซ่างทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น ใช้สำหรับพระพิธีธรรม 4 สำรับ นั่งสวดอภิธรรมสลับกันไปตลอดนับตั้งแต่พระบรมศพประดิษฐานบนพระจิตกาธานจนกระทั่งถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จ

จุดกึ่งกลางชั้นบนสุด มีบุษบกองค์ประธานตั้งอยู่ เป็นอาคารทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน 7 ชั้น ภายในมีพระจิตกาธาน เป็นที่ประดิษฐานพระบรมโกศ ผนังโดยรอบเปิดโล่ง ติดตั้งพระวิสูตร (ม่าน) และฉากบังเพลิงเขียนภาพพระนารายณ์อวตารตอนบน และภาพโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตอนล่าง ที่ยอดบนสุด ประดิษฐานนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น)

ข้อมูลและรูปภาพจาก : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร,กรุงเทพธุรกิจ ,vogue