“มโนห์ราบัลเลต์รัชกาลที่ 9” การถือกำเนิดของบัลเลต์สายเลือดไทย

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2502 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรการแสดงโนราของคณะพุ่ม เทวา หรือเป็นที่รู้จักกันดีในปักษ์ใต้ว่า โนราขุนอุปถัมภ์นรากร ณ พลับพลาที่ประทับจังหวัดพัทลุง ครั้งนั้นพระองค์ทรงเกิดความสนพระทัยในท่วงท่าและความสนุกสนานของศิลปะพื้นบ้านของท้องถิ่นเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นานราว พ.ศ. 2504 เรื่องราวของโนราพื้นบ้านก็ได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองเพลงอันอ่อนหวานในชุด “กินรีสวีท” (Kinari Suite) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับการเปิดตัวบัลเลต์สัญชาติไทยครั้งแรกในโลกที่ชื่อ “บัลเลต์มโนห์รา” โดยมีผู้ฝึกซ้อม พระราชนิพนธ์บทละคร บทเพลง เรียบเรียงเสียงประสาน และอำนวยการแสดงดนตรีนามว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“บัลเลต์มโนห์ราเป็นการแสดงที่นำบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และท่วงท่าความอ่อนช้อยของบัลเลต์มาผสมผสานกัน ในครั้งแรกที่มีการคิดขึ้นมานั้น พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ “คุณหญิงเดมอน” หรือคุณหญิงเจเนเวียฟ เลสปันยอล เดมอน ซึ่งเป็นครูสอนบัลเลต์ที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้นเป็นผู้ออกแบบท่าเต้น ส่วนนางมโนห์ราคนแรกของไทยแสดงโดยคุณวนิดา ดุละลัมพะ และมีคุณสมศักดิ์ พลจิตร แสดงเป็นพระสุธน”


ท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช ณ อยุธยา อดีตนางมโนห์ราคนที่สอง ในชุดบัลเลต์ที่ออกแบบโดย ปิแอร์ บัลแมง

ท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช ณ อยุธยา อดีตนางมโนห์ราคนที่สองบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของบัลเลต์สายเลือดไทยที่จัดแสดงครั้งแรกในงานกาชาด สวนอัมพร เมื่อ พ.ศ. 2505 โดยความพิเศษของบัลเลต์มโนห์ราคือการผสมผสานระหว่างวรรณคดีพื้นบ้านและรำไทยใส่ลงไปในจังหวะสากลของบัลเลต์จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

ไม่เพียงแต่บทเพลงพระราชนิพนธ์ชุด กินรีสวีท ที่โด่งดังเพียงข้ามคืนหลังการแสดงที่สวนอัมพรจบลงเท่านั้น อีกสิ่งที่เป็นที่กล่าวขวัญคือความงามของชุดนางกินรี ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลก ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) ซึ่งได้นำเครื่องหัว เครื่องละครไทยมาประยุกต์กับชุดบัลเลต์และคาแรกเตอร์ของนกกินรีได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยชุดกินรีของปิแอร์ บัลแมง ได้ถูกส่งต่อให้กินรีรุ่นต่อไป ซึ่งก็คือท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช ณ อยุธยา

“ดิฉันได้แสดงเป็นมโนห์ราครั้งแรกในงานอำลาคุณหญิงเดมอน ซึ่งจะบินกลับประเทศ ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทอดพระเนตรทั้งสองพระองค์ และมีการถ่ายทำภาพยนตร์ส่วนพระองค์เรื่อง มโนห์รา เก็บไว้ด้วยหลังการแสดงจบลง ซึ่งพระองค์ทรงกำกับเอง”

สำหรับการแสดงบัลเลต์มโนห์ราในสมัยที่สองนั้นมีการปรับเปลี่ยนจากรุ่นบุกเบิกอยู่หลายส่วน เริ่มจากคนแสดงที่ในยุคแรกนั้นมีทั้งนักบัลเลต์และข้าราชบริพารทั่วไปที่ไม่ได้เต้นบัลเลต์มาร่วมแสดง เพราะยุคนั้นคนที่ใส่รองเท้าบัลเลต์และขึ้นปลายเท้าได้ในกรุงเทพฯ มีเพียงไม่กี่คน จึงจำเป็นต้องให้ข้าราชบริพารใส่ส้นสูงเข้ามาร่วมแสดง ทว่าในยุคที่ท่านผู้หญิงวราพรเป็นนางกินรี บัลเลต์เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น ทำให้สามารถคัดสรรนักบัลเลต์จริงมาแสดงได้ทั้งหมด และแม้คณะบัลเลต์มโนห์ราจะตามเสด็จไปแสดงในภาคต่างๆ ของเมืองไทย แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นงานใหญ่ที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ทอดพระเนตรด้วย ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทำให้บัลเลต์ถือกำเนิดขึ้นในเมืองไทย และเป็นที่รู้จักจนรับความนิยมเช่นปัจจุบัน

ซึ่ง “บัลเลต์มโนห์รา” เป็นหนึ่งในมหรสพสมโภชที่จะจัดแสดงขึ้นในค่ำคืนวันที่ 26 ตุลาคม ณ เวทีกลางแจ้ง ท้องสนามหลวง เป็นบัลเลต์ไทยเรื่องเดียวและเรื่องแรกที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครและเพลงพระราชนิพนธ์ “กินรีสวีท” ประกอบการแสดงบัลเลต์