
นับตั้งแต่โลกมีนวัตกรรมอย่างอินเตอร์เน็ต การสืบหาข้อมูลต่างๆ ก็สามารถทำได้อย่างฉับไว และสามารถขุดคุ้ย ล้วงลึกได้ประหนึ่งนักสืบจิ๋วโคนัน โดยเฉพาะในสังคมไทยทุกวันนี้ อินเตอร์เน็ตกลายเป็นเครื่องมือในการสอดส่อง “เรื่องชาวบ้าน” ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ไปจนถึงเรื่องขาเตียงดารา จนเกิดคำศัพท์เฉพาะทางอย่าง “เผือก” ซึ่งมีที่มาจากการนำตัว ผ.ผึ้ง ไปแทน ส.เสือ ซึ่งมีความหมายว่า “เข้าไปจุ้นจ้านในเรื่องของคนอื่นโดยไม่ใช่หน้าที่หรือโดยไม่สมควร” และกลายเป็นกิจกรรมหลักทุกครั้งที่เกิดประเด็นในโลกออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกประเด็นที่ชาวไร่เผือกมักจะหลีกเลี่ยง นั่นคือ “การคุกคามทางเพศ” ที่เกิดขึ้นในที่สาธารณะผู้กระทำการคุกคามก็มักจะตอกกลับมาว่า “เรื่องของผัวเมีย”ทำเอาเกษตรกรขุดเผือกถึงกับเงิบกันเป็นทิวแถว ปล่อยให้เหยื่อถูกคุกคามโดยที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ ส่วนผู้กระทำผิดนั้นก็อาจจะย่ามใจและไปก่อเหตุซ้ำอีกเพราะการคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ดังนั้น องค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย จึงจับมือกับภาคีเครือข่ายรณรงค์เมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง จัดทำแคมเปญในชื่อสุดแซบว่า “ถึงเวลาเผือก” ซึ่งมุ่งป้องกันการคุกคามทางเพศในการขนส่งสาธารณะเป็นหลัก

การคุกคามทางเพศคืออะไร
ดร. วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า “การคุกคามทางเพศคือการแสดงออกผ่านการกระทำกับบุคคลอื่น ทั้งกับผู้ชาย ผู้หญิง และคนข้ามเพศ โดยการกระทำนั้นมีนัยเรื่องเพศ โดยที่บุคคลอื่นที่เป็นเป้าไม่ได้ยินดีหรือไม่ได้พอใจ

“การขนส่งสาธารณะ” จุดเสี่ยงเกิดการคุกคามทางเพศ
แม้ว่าจะยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบว่าการคุกคามทางเพศเกิดขึ้นในพื้นที่ใดมากที่สุด แต่เมื่อพิจารณาจากชีวิตประจำวันของคนเมือง ก็พบว่าคนเมืองใช้การขนส่งสาธารณะเป็นหลัก ทำให้มีโอกาสที่จะประสบพบเจอกับเหตุคุกคามทางเพศสูง ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามด้วยวาจา สายตา การสัมผัสถูกเนื้อต้องตัว หรือมีคนมาโชว์อวัยวะเพศ หรือสำเร็จความใคร่ให้เห็นคุณวราภรณ์ ก็ได้เปิดเผยตัวเลขจากผลการสำรวจผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะเฉพาะในกรุงเทพฯ จำนวน 1,654 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้หญิง ผู้ชาย และเพศอื่นๆ ปรากฏว่า 35% หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของคนทุกเพศ ระบุว่าเคยเจอเหตุการณ์การคุกคามทางเพศในระบบขนส่งสาธารณะ โดย 45% ของผู้หญิงที่ตอบแบบสอบถามบอกว่าเคยเจอเหตุการณ์ขณะใช้บริการขนส่งสาธารณะ ขณะที่คนข้ามเพศมีประมาณ 37 – 38% ที่เคยพบเห็นเหตุการณ์ ส่วนผู้ชายมีเพียง 15% ที่เคยพบเห็นเหตุการณ์การคุกคามทางเพศ

เผือกอย่างไรให้เป็นประโยชน์
แคมเปญ “ถึงเวลาเผือก” พัฒนามาจากโครงการอบรมเรื่องการคุกคามทางเพศให้แก่พนักงานของ ขสมก. ซึ่งเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว เพื่อให้พนักงานสามารถสอดส่องดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสาร รวมทั้งผลิตสติกเกอร์ให้ความรู้เกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ เพื่อสร้างความร่วมมือให้ประชาชนหันมาเอาใจใส่เพื่อนร่วมทาง และเข้ามา “เผือก” เพื่อหยุดการคุกคามได้อย่างทันท่วงที

นอกจากจะเป็นแคมเปญที่มุ่งให้เกิดการสอดส่องดูแลซึ่งกันและกันขณะที่เดินทางแล้ว “ถึงเวลาเผือก” ยังออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ภาครัฐมีมาตรการปกป้องคุ้มครองและรับเรื่องร้องเรียน รวมทั้งเปิดให้ประชาชนทั่วไปส่งความคิดเห็นและข้อเรียกร้องเกี่ยวกับความปลอดภัยในระบบขนส่งสาธารณะเข้ามาในเฟซบุ๊กของโครงการรณรงค์เมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง และนำข้อเรียกร้องเหล่านี้ไปยื่นให้กับหน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ และติดตามให้หน่วยงานเหล่านั้นปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าว

เผือกทั้งที ต้องมีหลักฐาน
ผู้ที่มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศจะมีลักษณะร่วมกันอยู่ คือทำเพราะคิดว่าไม่มีใครสนใจ ซึ่งการที่ไม่มีใครสนใจ อาจจะเป็นเพราะว่าคนที่ถูกกระทำกำลังตกใจ ทำอะไรไม่ถูก หรือไม่รู้ตัว และคนรอบข้างที่เห็นเหตุการณ์ไม่ได้สนใจ หรือไม่เข้ามายุ่ง ฉะนั้น พอใครแสดงอาการว่า ฉันรู้นะว่าคุณกำลังทำอะไร และมันไม่โอเค เพราะฉะนั้น ถ้าเราเห็นเหตุการณ์ อาจจะถ่ายคลิปไว้แล้วแจ้งคนที่ถูกกระทำหรือเจ้าหน้าที่ประจำรถ ว่าเกิดเหตุแบบนี้ขึ้น จะเอาเรื่องไหม ถ้าจะเอาเรื่อง เรามีหลักฐาน อันนี้ก็เป็นการใช้เทคโนโลยีที่มีให้เป็นประโยชน์ และก็จะไปช่วยอุดช่องว่างตรงที่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีหลักฐาน เป็นระดับที่บุคคลจะช่วยกันได้ ทุกพื้นที่ควรจะเป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับคนทุกเพศ ซึ่งก็ต้องเริ่มต้นที่การปลูกฝังเรื่องจิตสำนึกในการเคารพสิทธิใน ร่างกาย และเสรีภาพของผู้อื่นในการเดินทาง









