
จากกรณีหญิงรายหนึ่งวัย 46 ปี ได้เข้าร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชนและทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ เพื่อเข้ายื่นหนังสือร้องเรียน พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. เพื่อขอให้ช่วยดำเนินคดี หลังตนถูกตำรวจยศระดับ ร.ต.อ. นายหนึ่งในสภ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ทำร้ายร่างกายด้วยการตบเข้าที่บ้องหูจนเยื้อหูฉีกขาดและแก้วหูทะลุอาการสาหัส และมีรอยฟกช้ำตามร่างกาย และพยายามข่มขืน ภายในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ระหว่างงานเลี้ยงฉลอง ในอ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เนื่องด้วยผู้ต้องหาเป็นตำรวจจึงหวั่นเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมรวมถึงมีการถูกข่มขู่ด้วย

วันที่ 4 มิ.ย. สภ.ปากท่อ แถลงข่าวความคืบหน้าคดีดังกล่าว ขณะนี้ตำรวจได้ดำเนินการในส่วนของคดีมีความคืบหน้าไปมาก โดยที่ผ่านมาเราไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ติดตามการทำสำนวนในคดีมาโดยตลอด และเรื่องนี้เป็นเรื่องของส่วนบุคคล ระหว่างหญิงสาวผู้เสียหายกับทาง ร.ต.อ.ที่ก่อเหตุ ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรตำรวจแต่อย่างไร เพราะเวลาที่เกิดเหตุและงานที่ไปก็เป็นงานนอกเวลาราชการ แต่คดีก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย หากผิดจริงก็ต้องดำเนินตามความผิด ซึ่งเราแบ่งออกไป 2 คดีด้วยกัน คดีแรก ความผิดทางอาญา โดยเมื่อวันที่ 2 พ.ค.61 ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองราชบุรี ได้ดำเนินการรับคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ส่วนที่ 2 ทางคดีวินัย

โดยได้แจ้งผู้เสียหายให้รับทราบแล้วว่าได้แจ้งข้อกล่าวหากับ ร.ต.อ.สนธยา คือ กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้, พาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด, กักขังหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายสาหัส, ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายสาหัส

จากการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว เหลือทำการสอบปากคำผู้เสียหายและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องอีก 2-3 ปาก คาดว่าการสืบสวนจะแล้วเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้ หากตรวจพิสูจน์มีผลการกระทำความผิดจริงก็ต้องว่ากันไปตามกระบวรการตามขั้นตอน โทษสูงสุดคือออกจากราชการ และก็จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเราก็ต้องดำเนินดดีอย่างตรงไปตรงมาทุกขั้นตอนอีกทั้งยังเป็นคดีที่ทางสังคมและสื่อให้ความสนใจ









