
จากกรณี คุณศุภารัสมิ์ ยศปัญญา พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลบ้านหนองไม้เฝ้า อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ได้มีการเปิดเผยว่า มีเด็กมาทำการรักษาแผลจากพิษกิ้งกือกระบอกจำนวนมาก ซึ่งลักษณะของกิ้งกือกระบอก แตกต่างจากกิ้งกือทั่วไป มีลำตัวสีเทา มีเส้นสีแดงกลางหลัง ขาสีแดง และสามารถพบเห็นได้ตามสถานที่ทั่วไป ทั้งภายในบ้านหรือโรงเรียนต่างๆ

ด้านดร.ณัฐรินทร์ วงศ์ธรรมวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา เปิดเผยว่า ลักษณะของกิ้งกือกระบอกรูปทรงจะลำตัวยาว เป็นทรงกระบอก ส่วนสีของกิ้งกือกระบอกแต่ละชนิดจะแตกต่างกันออกไป บางตัวจะเป็นสีแดง สีเขียว หรือสีอย่างที่ปรากฏในข่าวคือ สีเทาแล้วมีเส้นสีแดงอยู่กลางหลัง ซึ่งสัตว์ประเภทนี้อันตราย และกิ้งกือในไทยมีประมาณ 200 ชนิดที่หน้าตาไม่เหมือนกัน ซึ่งแต่ละชนิดก็มีพฤติกรรมที่หลั่งสารหรือไม่หลั่งสาร ควรหลีกเลี่ยงที่จะสัมผัสตัวเพื่อเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ส่วนกิ้งกือกระบอกมีสารเพื่อป้องกันตัวเอง หากไปถูกตัวของกิ้งกือแล้วกิ้งกือเกิดอาการตกใจ กิ้งกือจะมีการหลั่งสารออกมาได้ ถ้าบุคคลใดผิวหนังแพ้ง่าย จะทำให้ผิวหนังเกิดอาการบวมแดง หรือบางครั้งอาจเกิดรอยไหม้ได้ ซึ่งกรณีที่จะเกิดรอยไหม้ได้ จะเกิดขึ้นเฉพาะผิวหนังของบุคคลที่ผิวหนังอ่อนต่อกิ้งกือ แต่ในลักษณะเช่นนี้ไม่ถึงขั้นปวดแล้วเป็นไข้ ซึ่งถ้าบุคคลใดเกิดอาการเช่นนี้ให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดหรือฟอกสบู่ก็ได้ แต่ถ้าบุคคลใดไม่สบายใจก็ควรพบแพทย์

วิธีป้องกันไม่ให้กิ้งกือเข้ามาภายในบริเวณบ้าน คือการโรยปูนขาว แต่ไม่ควรที่จะฉีดยาฆ่าแมลง เนื่องจากจะส่งผลต่อสัตว์ชนิดอื่นที่อยู่ในระบบนิเวศได้ ประกอบกับกิ้งกือมักจะวางไข่ในบริเวณที่มีความชื้นแฉะ เพราะฉะนั้นจึงควรทำให้บริเวณบ้านไม่ชื้นซึ่งจะช่วยให้ลดจำนวนกิ้งกือที่อยู่ละแวกบ้านได้









