
ข่าวต่างประเทศรายงาน จากคณะกรรมการการล่าวาฬระหว่างประเทศ International Whaling Commission (IWC) ได้เปิดเผยถึงพฤติกรรมการออกล่าวาฬของญี่ปุ่น ว่าในระยะเวลา 4 เดือน (เดือนพฤศจิกายนปี 2017 จนถึง เดือนมีนาคม 2018) ญี่ปุ่นได้เดินทางออกล่าและฆ่าวาฬมิงค์ไปแล้วกว่า 333 ตัว ในจำนวนนี้มีวาฬมิงค์ที่ตั้งท้องกว่า 122 ตัวและมีอีกหลายสิบตัวที่ยังไม่โตเต็มวัย ซึ่งการกระทำทั้งหมดญี่ปุ่นอ้างว่าเพื่อทำการวิจัยเพื่อพิสูจน์จำนวนของวาฬมิงค์เท่านั้น

อเลเซีย เวลบีเลิฟ ผู้จัดการโครงการอาวุโสของเอชเอสไอ กล่าวว่า แม้ญี่ปุ่นจะมีข้ออ้างเรื่องการล่าวาฬเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่จากจำนวนวาฬมิงค์ตั้งท้องที่ถูกฆ่ามากเช่นนี้ แสดงเห็นถึงความน่ารังเกียจและเป็นการล่าวาฬอย่างที่ไม่มีความจำเป็นของญี่ปุ่น ซึ่งการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องฆ่า

ด้านยูกิ โมริตะ เจ้าหน้าที่กรมประมงญี่ปุ่นที่รับผิดชอบเรื่องการล่าวาฬ ชี้แจงเรื่องนี้ว่า ญี่ปุ่นไม่ได้ตั้งใจที่จะจับวาฬที่ตั้งท้อง แต่เป็นการจับแบบสุ่ม ซึ่งคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ของไอดับเบิลยูซีเองก็ยอมรับว่า จำนวนวาฬที่ญี่ปุ่นล่ายังอยู่ในระดับที่จำเป็นต่อการวิจัย ซึ่งไม่เกินกว่าระดับที่ต้องการอนุรักษ์วาฬเอาไว้ และการจับวาฬตั้งท้องได้มากครั้งนี้แสดงว่ามีประชากรวาฬโตเต็มวัยเพศเมียอยู่อีกมาก

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังคงดำเนินการตามคำสั่งห้ามล่าวาฬตั้งแต่ปี 2529 หลังจากเข้าร่วมคณะกรรมการล่าวาฬระหว่างประเทศ แต่กรุงโตเกียวใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ และยังคงล่าวาฬต่อไป โดยใช้เหตุผลเพื่อ “วิจัยทางวิทยาศาสตร์” และอ้างว่ากำลังพยายามพิสูจน์ว่าจำนวนประชากรวาฬ ยังคงมีปริมาณที่มากพอที่จะกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้า ที่เนื้อวาฬอาจกลายมาอยู่บนโต๊ะอาหารได้อีกครั้ง

ในปี 2557 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิพากษาในกรุงโตเกียวหยุดการล่าวาฬในมหาสมุทรแอนตาร์กติก เนื่องจากใบอนุญาตไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ญี่ปุ่นจึงยกเลิกการล่าในถัดมา แต่ปรากฎว่าในปี 2559 วาฬมิงค์ยังคงถูกฆ่าไปกว่า 300 ตัว
ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นยังคงให้การสนับสนุนโครงการวิจัยและอุตสาหกรรมการล่าวาฬอย่างมาก โดยเนื้อวาฬถือเป็นอาหารหลักตามธรรมเนียมดั้งเดิมของญี่ปุ่น ขณะชาวญี่ปุ่นบางส่วนก็ปรับเปลี่ยนไปรับประทานอาหารประเภทอื่นแทน








